ถ้าถามผู้ออกแบบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ในไทยว่า “หัวควันห่างกันได้กี่เมตร” “ต้องดังกี่ dB” หรือ “แบตเตอรี่ต้องอยู่ได้กี่ชั่วโมง” คำตอบเกือบทั้งหมดจะมาจากเล่มเดียวกัน คือ มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งฉบับปัจจุบันคือ วสท. 021002-24 (พ.ศ. 2567)
บทความนี้สรุปตัวเลขที่ใช้จริงหน้างานจากตัวเล่ม เรียงตามลำดับงาน ตั้งแต่ประเภทอาคาร การแบ่งโซน ตำแหน่งหัวตรวจจับ ปุ่มแจ้งเหตุ เสียงและแสง ไฟฟ้าสำรอง สายไฟ จนถึงการตรวจรับ ท้ายบทความมีลำดับฉบับของมาตรฐานเล่มนี้ และจุดที่เปลี่ยนจากร่าง 2561 ที่ยังถูกอ้างกันในสเปกหลายโครงการ
สรุปสั้นที่สุด:
• โซน — ระยะค้นหาไม่เกิน 30 ม. · โซนละไม่เกิน 1,000 ตร.ม. (โล่งมองเห็นทั่ว 2,000 ตร.ม.) · อาคารเกิน 500 ตร.ม. และสูงเกิน 3 ชั้นต้องแยกโซนรายชั้น
• หัวควัน — ใช้ป้องกันชีวิต ระยะห่าง 9.10 ม. ใช้ได้ถึงเพดาน 10.50 ม. ห่างผนังไม่เกิน 4.50 ม. ห่างหัวจ่ายลมอย่างน้อย 1 ม. · หัวความร้อน ป้องกันทรัพย์สินเท่านั้น
• ปุ่มแจ้งเหตุ — สูง 1.00–1.30 ม. ห่างวงกบประตูทางออกไม่เกิน 1.50 ม. เดินถึงไม่เกิน 30 ม. (พื้นที่โล่ง) / 45 ม. (ตามทางเดิน) หรือปุ่มห่างกันไม่เกิน 60 / 90 ม.
• เสียง — ดังกว่าเสียงแวดล้อมเฉลี่ย 15 dB(A) หรือดังกว่าเสียงแวดล้อมสูงสุด 5 dB(A) ในพื้นที่สาธารณะ อยู่ในช่วง 65–110 dB(A) · ห้องนอนวัดที่หมอนไม่ต่ำกว่า 75 dB(A)
• แบตเตอรี่ — สำรองสภาวะปกติ 24 ชม. แล้วแจ้งเหตุต่อได้อีก 15 นาที · คิดเผื่อ 125%
• สายไฟ — สายทนไฟต้องผ่านทั้งทนไฟ ก๊าซกรด และควัน (มอก. 2755/2757/2758 หรือ IEC ที่เทียบกัน) · ช่องเดินสายคาดแถบสีส้ม
• ตรวจรับ — รับรองโดยวิศวกรไฟฟ้าหรือผู้ตรวจสอบตามกฎหมาย · สัญญาณจากหัวถึงตู้ต้องไม่เกิน 10 วินาที (30 วินาทีถ้าใช้การพิสูจน์สัญญาณ)
ตัวเลขในบทความนี้อ้างจาก มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ พ.ศ. 2567 (วสท. 021002-24) ประกาศใช้ 1 พ.ค. 2567 และเลขข้อในวงเล็บเป็นเลขข้อในเล่มนี้ บทความนี้สรุปความ ไม่ได้คัดลอกตัวบท ก่อนนำไปใช้ในงานจริงให้เปิดข้อนั้นในเล่มยืนยันอีกครั้ง (ลำดับฉบับดูหัวข้อ “ฉบับไหนใหม่ที่สุด” ท้ายบทความ)
1. มาตรฐานนี้ใช้กับอาคารแบบไหน
มาตรฐานครอบคลุม การออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา ระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ ใช้กับอาคาร 9 กลุ่ม (ข้อ 2.1.1) คือ อาคารขนาดเล็ก อาคารขนาดใหญ่ อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง อาคารสาธารณะ อาคารอยู่อาศัยรวม โรงงาน/คลังสินค้า/ศูนย์กระจายสินค้า บ้าน ห้องแถว ตึกแถว บ้านแถว บ้านแฝด และสถานประกอบการตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป หรือมีพื้นที่ประกอบกิจการตั้งแต่ 300 ตร.ม.
ส่วนอาคารที่ผลิต ใช้ หรือเก็บวัตถุระเบิด สารไวไฟ สารเคมี หรือสารกัมมันตรังสี อยู่นอกขอบเขต (ข้อ 2.1.2) ต้องใช้มาตรฐานเฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญประกอบ
| ประเภทอาคาร | นิยามในมาตรฐาน (ข้อ 1.3.28–1.3.31) |
|---|---|
| อาคารขนาดเล็ก | สูงไม่เกิน 15 ม. และพื้นที่ 500–2,000 ตร.ม. หรือ สูง 15–23 ม. และพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตร.ม. |
| อาคารขนาดใหญ่ | พื้นที่รวมเกิน 2,000 ตร.ม. หรือ สูง 15–23 ม. และพื้นที่ 1,000–2,000 ตร.ม. |
| อาคารขนาดใหญ่พิเศษ | พื้นที่รวมทุกชั้น หรือชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่ 10,000 ตร.ม. |
| อาคารสูง | สูงตั้งแต่ 23 ม. (วัดจากพื้นดินถึงพื้นดาดฟ้า) |
2. ป้องกันชีวิต หรือป้องกันทรัพย์สิน: จุดเริ่มของการเลือกหัวตรวจจับ
มาตรฐานแยกเป้าหมายการออกแบบเป็น 2 แบบ และเป้าหมายนี้เป็นตัวกำหนดชนิดหัวตรวจจับ
- พื้นที่ป้องกันชีวิต (ข้อ 2.2.3, 4.1.2) — ห้องนอน ห้องพักโรงแรม หอพัก คอนโด ห้องพักผู้ป่วย ทางเดินไปทางหนีไฟ โถงลิฟต์ บันไดหนีไฟแบบปิด ต้องใช้หัวตรวจจับควัน หรือหัวแบบผสมที่มีการตรวจจับควันด้วย
- พื้นที่ป้องกันทรัพย์สิน (ข้อ 2.2.4) — อาคารเก็บของมีค่า อาคารที่ไฟไหม้แล้วกระทบธุรกิจรุนแรง ห้องครัว ห้องไฟฟ้า ห้องแสดงสินค้า ใช้หัวตรวจจับที่เหมาะกับพื้นที่
ข้อ 5.1 เขียนไว้ตรง ๆ ว่า หัวตรวจจับความร้อนไม่ใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันชีวิต เหมาะกับพื้นที่ที่ไฟให้ควันน้อยแต่อุณหภูมิขึ้นเร็ว หรือมีฝุ่น ไอน้ำ ความชื้น ลมแรง เช่น ครัว ข้อนี้ทำให้การเอาหัวความร้อนไปติดในห้องนอนเพื่อลดเหตุหลอก ผิดมาตรฐานทันที ถ้าห้องนั้นมีปัญหาเหตุหลอก ทางที่มาตรฐานเปิดไว้คือหัวแบบผสมที่มีการตรวจจับควันด้วย (ข้อ 4.1.2)
ห้องที่มาตรฐานยกตัวอย่างว่าต้องมีหัวตรวจจับเพิ่ม ได้แก่ ห้องเก็บของเกิน 12 ตร.ม. ห้องเก็บสารไวไฟ ช่องเปิดระหว่างชั้น (atrium ช่องลิฟต์) ปล่องดูดควันครัว ห้องเครื่องส่งลมเย็น ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ห้องไฟฟ้า ห้องหม้อแปลง ห้องเครื่องลิฟต์ ศูนย์สั่งการดับเพลิง และพื้นที่หลบภัยชั่วคราว
3. ส่วนประกอบขั้นต่ำตามประเภทอาคาร
| อาคาร | ส่วนประกอบขั้นต่ำ |
|---|---|
| บ้านและอาคารอยู่อาศัยที่เล็กกว่าอาคารขนาดเล็ก (ข้อ 2.3.1) | ควรพิจารณาให้มีระบบแจ้งเหตุ โดยใช้หัวตรวจจับควันที่มีเสียงในตัวได้ ทำงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ต่อเนื่อง และมีเสียงเตือนเป็นระยะเมื่อแบตใกล้หมด (ไม่กำหนดอายุแบตขั้นต่ำ) |
| อาคารขนาดเล็ก (ข้อ 2.3.2) | ตู้ควบคุม · ปุ่มแจ้งเหตุ · หัวตรวจจับอัตโนมัติ · อุปกรณ์แจ้งสัญญาณ (ชั้นเดียวที่ไม่ได้ใช้อยู่อาศัย ภายในโล่ง มองเห็นทั่วจากทางเข้า-ออก ไม่ต้องติดหัวตรวจจับอัตโนมัติได้) |
| อาคารสูง ใหญ่ ใหญ่พิเศษ สาธารณะ อยู่อาศัยรวม (ข้อ 2.3.3) | 4 รายการข้างบน + ระบบสื่อสารสองทาง (โทรศัพท์ฉุกเฉิน/วิทยุในอาคาร) + แผงแสดงผล · ห้องพักต้องบอกตำแหน่งหัวที่ทำงานได้ (addressable หรือไฟแสดงผลหน้าห้อง) |
| โรงงาน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า (ข้อ 2.3.4) | ตู้ควบคุม · ปุ่มแจ้งเหตุ · หัวตรวจจับ · อุปกรณ์แจ้งสัญญาณ · แผงแสดงผล |
| อาคารที่มีคนตั้งแต่ 300 คน (ข้อ 2.3.5.1, 9.1) | ต้องมีระบบประกาศฉุกเฉิน สั่งงานอัตโนมัติจากระบบแจ้งเหตุได้ รวมถึงในที่จอดรถของอาคารรวม เช่น ศูนย์การค้า · เครื่องขยายเสียงเผื่อกำลังขับอย่างน้อย 25% · เสียงประกาศกับเสียงเตือนห้ามซ้อนกันในพื้นที่เดียวกัน · สายลำโพงต้องตรวจคุมวงจร |
อาคารสูง ใหญ่ ใหญ่พิเศษ สาธารณะ และอยู่อาศัยรวม ต้องติดตั้งตู้ควบคุม แผงแสดงผล และแผงระบบสื่อสารฉุกเฉินไว้ในศูนย์สั่งการดับเพลิงที่ชั้นล่าง (ข้อ 2.4.1) ห้องขนาดไม่น้อยกว่า 16 ตร.ม. กั้นด้วยผนังและเพดานทนไฟไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง อยู่ระดับพื้นดินและมีประตูออกสู่ภายนอก หรืออยู่สูง/ต่ำกว่าชั้นพื้นดินได้ 1 ชั้นถ้ามีประตูเข้าบันไดหนีไฟหรือที่ปลอดภัยโดยตรง และต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำห้องตลอดเวลา (ข้อ 1.3.24)
4. รูปแบบการแจ้งสัญญาณและการหน่วงเวลา
- ขั้นตอนเดียว (single stage) — ดังทุกพื้นที่ทันที เหมาะกับอาคารขนาดเล็ก
- หลายขั้นตอน (multi stage) — แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน หรือแจ้งเฉพาะชั้นเกิดเหตุกับชั้นข้างเคียง (เช่น ชั้นเกิดเหตุ ชั้นบน 2 ชั้น ชั้นล่าง 1 ชั้น) แล้วหน่วงเวลาก่อนอพยพทั้งอาคาร เหมาะกับอาคารสูงหรือคนมาก
- แจ้งเฉพาะเจ้าหน้าที่ (staff alarm) — สำหรับหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล
ตัวเลขที่ต้องจำ (ข้อ 2.2.5 และ 8.6)
| กลไก | เงื่อนไขในมาตรฐาน |
|---|---|
| Positive Alarm Sequence | กดรับทราบที่ตู้ภายใน 15 วินาที แล้วต้องตรวจสอบและรีเซ็ตให้ได้ภายใน 180 วินาที ไม่ทันหรือมีหัวอื่นทำงานเพิ่ม ระบบเข้าขั้นอพยพเอง |
| Pre-signal | หน่วงได้นานกว่า 1 นาที |
| เวลาหน่วงรวมทุกขั้น | ไม่เกิน 10 นาที |
| การพิสูจน์สัญญาณ (alarm verification) | หัวควันในโซนเดียวกันต้องเริ่มสัญญาณ 2 ครั้งห่างกันไม่เกิน 60 วินาที · ห้ามใช้กับปุ่มแจ้งเหตุ หัวความร้อน หัวเปลวไฟ หัวที่สั่งระบบดับเพลิง พื้นที่เสี่ยงสูง หัวสุ่มอากาศ หัวลำแสง หัวภาพวิดีโอ และหัว CO |
อ่านรายละเอียดเทียบกับ NFPA 72 และ EN 54-2 ได้ในบทความ “หน่วงสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้นานเท่าไร?” (ลิงก์ท้ายบทความ)
5. การแบ่งโซนตรวจจับ
หลักคิดของโซนคือ เมื่อสัญญาณเข้า ต้องรู้ทันทีว่าไปที่ไหน มาตรฐานจึงคุมทั้งขนาดพื้นที่และระยะเดินค้นหา (ข้อ 3.1–3.2)
| เกณฑ์ | ค่า |
|---|---|
| ระยะค้นหา (เดินจากทางเข้าโซนจนรู้ว่าต้นเพลิงอยู่ไหน) | ไม่เกิน 30 ม. |
| พื้นที่ต่อโซน ในชั้นเดียวกัน | ไม่เกิน 1,000 ตร.ม. |
| พื้นที่โล่งมองเห็นกันตลอด | ไม่เกิน 2,000 ตร.ม. |
| อาคารทั้งหลังไม่เกิน 500 ตร.ม. | ใช้โซนเดียวได้ แม้มีหลายชั้น |
| อาคารเกิน 500 ตร.ม. และสูงเกิน 3 ชั้น | อย่างน้อยชั้นละ 1 โซน และทุกโซนยังต้องผ่านเกณฑ์ 30 ม. / 1,000 ตร.ม. |
| ห้องบันไดหนีไฟ | หัวควันทุกชั้นและสวิตช์แจ้งเหตุในห้องบันได ต้องอยู่โซนเดียวกัน (ข้อ 3.2(8)) |
| พื้นที่ที่ต้องแยกโซนอิสระ | โถงลิฟต์ดับเพลิง ทางหนีไฟ บันไดหนีไฟ เหนือฝ้า/ใต้พื้นยกที่มีบริภัณฑ์ไฟฟ้า ห้องไฟฟ้าหลัก ห้องเครื่องจักร ห้องเก็บสารไวไฟ ครัว ห้องซักรีด |
โซนต้องแบ่งตามแนวผนังทนไฟ หนึ่งโซนคลุมหลายห้องทนไฟได้ถ้าระยะค้นหาไม่เกิน แต่ ห้ามแบ่งให้โซนเดียวคลุมแค่บางส่วนของหลายห้องทนไฟ
ระบบสามัญ (conventional) เดินสายได้ 2 แบบ คือ Class B (2 สาย มีตัวปิดปลายสาย) และ Class A (4 สาย ตรวจคุมวงจรในตู้) ส่วน ระบบระบุตำแหน่ง (addressable) มีเพดานต่อวงจร SLC ดังนี้ (ข้อ 3.4)
- วงจร SLC หนึ่งวงจรครอบคลุมไม่เกิน 10 ชั้น และพื้นที่รวมไม่เกิน 20,000 ตร.ม.
- อุปกรณ์ไม่เกิน 1,000 ชุดต่อวงจร และต้องมี isolator คั่นทุก 250 ชุด
- วงจรหนึ่งเสีย (ขาด ลัดวงจร ลงดิน) ต้องไม่กระทบวงจรอื่น · วงจรที่วิ่งหลายอาคารต้องมี isolator ทุกอาคาร และลัดวงจรครั้งเดียวต้องไม่ทำให้อุปกรณ์หยุดเกิน 250 ชุดหรือเกินหนึ่งอาคาร
6. ตำแหน่งและระยะห่างหัวตรวจจับ
| หัวข้อ | หัวควันชนิดจุด (ภาค 6) | หัวความร้อนชนิดจุด (ภาค 5) |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ป้องกันชีวิต | ป้องกันทรัพย์สินเท่านั้น |
| เพดานสูงสุด | 10.50 ม. | 9.10 ม. (ลดระยะห่างตามตาราง 5.1) |
| ระยะห่างพื้นฐาน | 9.10 ม. ใช้ได้ทุกความสูงจนถึงเพดาน 10.50 ม. ไม่ต้องลดตามความสูง | 9.10 ม. ที่เพดาน 3.00 ม. · สูงขึ้นต้องคูณลดตามตาราง 5.1 เช่น 3.70 ม. → 8.28 ม. · 7.90 ม. → 4.19 ม. |
| ห่างผนัง | ไม่เกิน 4.50 ม. | ไม่เกิน ½S (4.50 ม. ที่เพดานไม่เกิน 3.00 ม.) |
| ระยะส่วนตรวจจับต่ำจากเพดาน | ค่าต่ำสุดตามตาราง 6.1 (25 มม. ที่เพดาน 3.50 ม. ไล่ถึง 270 มม. ที่ 10.50 ม.) และไม่เกิน 600 มม. ทุกความสูง | 15–100 มม. · ใต้หลังคารับแดด 180–350 มม. |
| ติดผนัง | ขอบล่างส่วนตรวจจับต่ำจากเพดานไม่เกิน 300 มม. | ขอบบนต่ำจากเพดาน 100–300 มม. |
| เพดานจั่วที่ถือเป็นเพดานราบ | ยอดจั่วสูงกว่าขอบผนังน้อยกว่า 600 มม. | น้อยกว่า 150 มม. หรือลาดไม่เกิน 7.1° |
| ห่างหัวจ่ายลม / ช่องลมกลับ | อย่างน้อย 1 ม. (ข้อ 6.2.5) | อย่างน้อย 1 ม. (ข้อ 5.2.5) |
| สภาพแวดล้อมที่ห้ามติด | ต่ำกว่า 0 °C หรือเกิน 38 °C · ความชื้นเกิน 93% · ลมเกิน 1.5 ม./วินาที | — |
ข้อกำหนดตำแหน่งที่มักพลาดหน้างาน (ภาค 4)
- รอบหัวต้องโล่งรัศมีอย่างน้อย 500 มม. และต้องติดในจุดที่มองเห็นได้ในพื้นที่ป้องกันนั้น
- ผนังหรือชั้นวางที่ขอบบนห่างเพดานน้อยกว่า 300 มม. (หรือไม่เกิน 15% ของความสูงฝ้า) ให้นับเป็นห้องแยก ต้องติดหัวแยก
- ห้องพักเดี่ยวรวมห้องน้ำน้อยกว่า 46 ตร.ม. ผนังไม่ติดไฟ ติดหัวควันในห้องหลักตัวเดียวได้
- ช่องบันไดทนไฟ ติดหัวควันที่เพดานชั้นบนสุด และที่ชานพักหลักของแต่ละชั้น (ไม่ต้องติดชานพักกลางชั้น)
- ปล่องแนวดิ่งที่ช่องเปิดเกิน 0.1 ตร.ม. ติดหัวควันด้านบนสุดของปล่อง · หน้าประตูลิฟต์ติดห่างผนังไม่เกิน 1.50 ม.
- ช่องเปิดระหว่างชั้นเกิน 9 ตร.ม. ติดรอบช่องห่างขอบไม่เกิน 1.50 ม. และห่างกันไม่เกิน 9.10 ม.
- พื้นที่ปิด เช่น เหนือฝ้า ที่เป็นพื้นที่ป้องกันและมีบริภัณฑ์ไฟฟ้า ติดหัวห่างบริภัณฑ์ไม่เกิน 1.50 ม. (ยกเว้นโหลดเล็ก เช่น หลอดไม่เกิน 100 W) และต้องมีช่องเข้าบำรุงรักษาอย่างน้อย 600×600 มม. · หัวที่ซ่อนอยู่ต้องมีไฟแสดงผลระยะไกล เว้นแต่เป็นระบบ addressable
- ระบบปรับอากาศ ต้องมีหัวควันชนิดสุ่มอากาศในท่อลมกลับทุกชั้นหรือทุกโซน (ไม่มีท่อลมกลับให้ติดที่เครื่องส่งลมเย็นทุกชุด) และที่ท่อจ่ายของเครื่องที่จ่ายลมหลายชั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องมีหัวควันในพื้นที่แล้ว (ข้อ 4.2.1)
- พื้นผิวกึ่งกลาง เช่น ท่อลม ชั้นลอย สูงจากพื้นเกิน 800 มม. และกว้างเกิน 3.50 ม. ต้องติดหัวใต้พื้นผิวนั้นด้วย
7. ปุ่มแจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Call Point)
- ทุกตัวในอาคารเดียวกันต้องหน้าตาและวิธีใช้เหมือนกัน และต่างจากปุ่มของระบบอื่นชัดเจน (ข้อ 8.7)
- ติดที่ทางออกจากพื้นที่ เช่น หน้าบันไดหนีไฟ หน้าโถงลิฟต์ สูง 1.00–1.30 ม. วัดถึงกลางก้านโยก/แป้นกด
- ห่างวงกบประตูทางออกไม่เกิน 1.50 ม. ประตูกว้างเกิน 12 ม. ติดทั้งสองข้าง
- ระยะเดินถึงปุ่มไม่เกิน 30 ม. ในพื้นที่โล่ง และ 45 ม. ตามแนวทางเดิน หรือใช้เกณฑ์ปุ่มห่างกันไม่เกิน 60 ม. / 90 ม. ตามแนวทางเดิน (ข้อ 8.7.2)
- ต้องอยู่คนละโซนกับโซนที่ใช้การพิสูจน์สัญญาณ · ติดฝังผนังต้องมีไฟแดงที่มองเห็นจากด้านข้าง · มีป้ายวิธีใช้ (และวิธีเปิดฝาครอบถ้ามี)
8. อุปกรณ์แจ้งสัญญาณ: เสียงและแสง
| พื้นที่ | เกณฑ์ความดัง (ข้อ 9.1) |
|---|---|
| พื้นที่สาธารณะ/ส่วนกลาง | ดังกว่าเสียงแวดล้อมเฉลี่ย ≥ 15 dB(A) หรือดังกว่าเสียงแวดล้อมสูงสุด ≥ 5 dB(A) ต่อเนื่อง 60 วินาที วัดที่สูง 1.5 ม. · ไม่ต่ำกว่า 65 และไม่เกิน 110 dB(A) |
| พื้นที่ส่วนบุคคล | ดังกว่าเสียงแวดล้อมเฉลี่ย ≥ 10 dB(A) หรือดังกว่าเสียงแวดล้อมสูงสุด ≥ 5 dB(A) · 65–110 dB(A) |
| ห้องนอน | วัดที่หมอนไม่ต่ำกว่า 75 dB(A) และดังกว่าเสียงแวดล้อมเฉลี่ย ≥ 15 dB(A) หรือสูงสุด ≥ 5 dB(A) |
| ห้องนอนผู้พิการทางการได้ยิน / ผู้ที่ตื่นยาก | เพิ่มไฟกะพริบที่จุดติดอุปกรณ์เสียง / ติดอุปกรณ์แจ้งสัญญาณแบบสั่นสอดใต้หมอน (ข้อ 9.1(4.1)–(4.2)) |
| เสียงแวดล้อมเกิน 95 dB(A) / ห้ามใช้เสียง / ผู้มีปัญหาการได้ยิน | ใช้ไฟกะพริบ 1–2 ครั้ง/วินาที ห่างกันไม่เกิน 30 ม. ความเข้มแสงตามตาราง 9.1–9.2 |
- ต้องดังต่อเนื่องได้อย่างน้อย 60 วินาที และทุกตัวในโซนเดียวกันต้องซิงก์จังหวะกัน
- ติดผนังให้ขอบบน (เสียง) หรือขอบล่าง (แสง) สูงจากพื้น 2.00–2.30 ม. หรือต่ำจากเพดานไม่น้อยกว่า 150 มม. ถ้าเป็นชุดเสียง+แสง ให้ยึดตำแหน่งแบบแสง
- ติดที่ทางเข้าอาคารทุกจุดที่พนักงานดับเพลิงจะใช้
- อาคารสูงหรือมีคนตั้งแต่ 300 คน ต้องมีลำโพงประกาศฉุกเฉินที่ทำทั้งเสียงสัญญาณและเสียงพูดได้
9. ไฟฟ้าหลัก แบตเตอรี่ และตู้ควบคุม
- ไฟหลักจากการไฟฟ้าฯ (ไฟฟ้ากระแสสลับ 230 V) หรือแหล่งที่เทียบเท่า (ข้อ 8.2.1)
- แบตเตอรี่สำรองต้องสลับอัตโนมัติ ชาร์จได้ และไม่ต้องบำรุงรักษา (ข้อ 8.2.2)
- ขนาดแบต: จ่ายสภาวะปกติ 24 ชั่วโมง แล้วแจ้งเหตุต่อได้ 15 นาที · แบตใหม่ต้องมีพิกัดไม่ต่ำกว่า 125% ของค่าที่คำนวณ (เผื่อเสื่อม 20% ตลอดอายุ) (ข้อ 8.2.4)
- เครื่องชาร์จต้องประจุแบตจากหมดให้กลับมาใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง · ห้ามดึงไฟแบตไปใช้กับโหลดอื่น
- อุปกรณ์ที่อยู่ไกลตู้ เช่น โมดูลและแผงต่อร่วม ต้องใช้ชุดจ่ายไฟเสริมที่มีแบตสำรองและตรวจคุมการจ่ายไฟ
- ตู้ควบคุมติดที่ทางเข้าหลัก ห้องควบคุม หรือศูนย์สั่งการดับเพลิง ขอบบนสูง 1.50–1.80 ม. พื้นที่ว่างหน้าตู้ 1.00 ม. ประตูห้องต้องไม่ล็อกและมีป้าย “แผงควบคุมและแสดงผลเพลิงไหม้” ตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 50 มม. · มีตู้เก็บเอกสารข้างตู้
10. สายไฟและการเชื่อมกับระบบอื่น
- สายวงจรขนาดไม่เล็กกว่า 1.5 ตร.มม. สายไฟฟ้ากำลังไม่เล็กกว่า 2.5 ตร.มม. (ยกเว้นสายเคเบิลชนิดทนไฟ) และแรงดันตกไม่เกินร้อยละ 5 (ข้อ 8.11.2.1–8.11.2.2)
- ต้องใช้สายทนไฟสำหรับ สายในช่องแนวดิ่งที่ไม่ปิดล้อมทนไฟ สายจากตู้ไปอุปกรณ์แจ้งสัญญาณ และสายจากตู้ไปแผงต่อร่วมกับระบบอื่น ยกเว้นพื้นที่ที่ปิดล้อมด้วยวัสดุทนไฟไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง (ข้อ 8.11.2.4) · สายทนไฟต้องผ่านครบสามคุณสมบัติ คือ ทนไฟ (มอก. 2755 หรือ IEC 60331) ก๊าซกรด (มอก. 2757 หรือ IEC 60754-1/-2) และควัน (มอก. 2758 หรือ IEC 61034-2)
- ช่องเดินสายทำแถบสีส้มกว้าง ≥ 30 มม. ทุกระยะไม่เกิน 3 ม. (ข้อ 8.11.3.2) · กล่องต่อสายทาสีส้มและเขียน “FA” สูงอย่างน้อย 20 มม. (ข้อ 8.11.5)
- ข้อ 8.11.2.3 อนุญาตวิธีเดินสายคมนาคมแบบอื่น เช่น สายใยแก้ว ได้ ถ้าการติดตั้งมีความสามารถเทียบเท่าที่มาตรฐานกำหนด
- ตู้ต้องสั่งระบบอื่นอัตโนมัติเมื่อเข้าขั้นอพยพ ได้แก่ พัดลมระบายควัน ระบบปรับอากาศ พัดลมอัดอากาศบันได ลิฟต์ (ลงชั้นล่างหรือชั้นที่ปลอดภัยแล้วเปิดประตูค้าง) ปลดล็อกประตู access control และปลดตัวรั้งประตูกันควัน · แผงต่อร่วมต้องอยู่ห่างตู้ของระบบนั้นไม่เกิน 1.0 ม. และสายเชื่อมต้องตรวจคุมวงจรและเป็นสายทนไฟ
- สวิตช์การไหลของน้ำ สวิตช์แรงดัน และสวิตช์ตรวจคุมวาล์วของสปริงเกอร์ ต้องเข้าตู้แยกโซน (ข้อ 8.10) โดย flow switch ต้องแสดงเป็นสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ส่วนสวิตช์แรงดันและสวิตช์วาล์วเป็นสัญญาณตรวจคุม (ข้อ 2.5.5)
11. การตรวจรับและเอกสารส่งมอบ
การตรวจสอบต้องรับรองโดยวิศวกรไฟฟ้า หรือผู้ตรวจสอบตามกฎหมาย (ข้อ 10.1.3) ฉบับ 2567 ไม่ระบุระดับใบอนุญาตและไม่บังคับใบอบรมของ วสท. แล้ว ผู้ว่าจ้างจึงควรกำหนดระดับใบอนุญาตที่ต้องการไว้ใน TOR เอง รายการทดสอบที่สำคัญ (ข้อ 10.2.1)
- ตรวจชนิดและจำนวนหัวในแต่ละโซนเทียบกับแบบที่ติดตั้งจริง และต้องไม่ปรับความไวเกินค่าของอุปกรณ์
- วัดความต้านทานฉนวนสายเทียบดิน ไม่ต่ำกว่า 0.5 MΩ
- ทดสอบเปิดวงจร/ลัดวงจรที่ปลายสายทุกโซน
- เปิด–ปิดเบรกเกอร์ไฟหลักอย่างน้อย 5 ครั้ง
- เวลาตอบสนองจากหัวทำงานจนตู้บันทึกเหตุ ไม่เกิน 10 วินาที หรือ 30 วินาที เมื่อใช้การพิสูจน์สัญญาณ (ข้อ 10.2.1(7))
- ทดสอบปุ่มแจ้งเหตุทุกตัว การสั่งงานระบบอื่น ไฟหลักและแบตสำรอง และตรวจแบบที่ติดตั้งจริงกับคู่มือ
เอกสารที่ต้องอยู่ในตู้ข้างแผงควบคุม (ข้อ 10.4): แบบระบบพร้อมตำแหน่งและหมายเลขโซน · ใบรับรองของผู้ติดตั้งและรายงานผู้ตรวจสอบ · คู่มือการใช้งาน · สมุดบันทึกประวัติระบบ (logbook) ภาคผนวก ฉ ของเล่มมีตารางความถี่ในการตรวจบำรุงรักษารายเดือน ราย 3 เดือน รายครึ่งปี และรายปี รวมถึงการทดสอบแบตเตอรี่แต่ละชนิด (ภาคผนวกทุกภาคเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ข้อบังคับ)
12. ฉบับไหนใหม่ที่สุด
มาตรฐานเล่มนี้ปรับปรุงมาแล้วหลายรอบ และเปลี่ยนระบบรหัสระหว่างทาง ทำให้เอกสารในตลาดอ้างกันหลายเลข ลำดับที่ยืนยันได้มีดังนี้
| ฉบับ | ปี | สถานะ |
|---|---|---|
| มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (มักอ้างว่า “วสท. 02-2002” หรือ “2002-51”) | พ.ศ. 2549 (ร่าง 2561 ระบุว่าพิมพ์ ต.ค. 2551) | ฉบับเก่า |
| ร่าง วสท. 02-2002 V.3-2017 ฉบับเทคนิคพิจารณ์ | ก.ค. 2561 | ร่างสำหรับรับฟังความเห็น ไม่ได้ประกาศใช้ในรูปนี้ |
| วสท. 021002-19 (แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 2) | พ.ศ. 2562 | ฉบับทางการที่ออกต่อจากร่างข้างบน |
| วสท. 021002-24 มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ พ.ศ. 2567 (แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3) ประกาศใช้ 1 พ.ค. 2567 · ISBN 978-616-396-134-1 (พิมพ์ครั้งที่ 2 มี.ค. 2569) | 2567 | ฉบับปัจจุบัน และเป็นฉบับที่บทความนี้ใช้อ้างตัวเลข |
เลขรหัสอ่านได้ว่า 02 = สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า · 1 = เลขกรอบมาตรฐาน · 002 = ลำดับมาตรฐานในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า · ตัวท้าย -19 / -24 = ปี ค.ศ. ที่จัดทำหรือแก้ไขปรับปรุง (ปีที่พิมพ์ดูจากหน้าบรรณานุกรม) ร่าง 2561 เคยอธิบายเลข 02 ว่าเป็นสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย ฉบับ 2567 แก้เป็นสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
ถ้าจะซื้อเล่มเดียว ให้ซื้อ วสท. 021002-24 ตัวเลขทุกค่าในบทความนี้ตรวจกับเล่มนี้แล้ว จุดที่เปลี่ยนจากร่าง 2561 และกระทบหน้างานมากที่สุด คือ เวลาตอบสนองหัวถึงตู้เป็น 10 วินาที ผู้รับรองการตรวจสอบ สายทนไฟครบสามคุณสมบัติ ช่องเดินสายสีส้ม flow switch เป็นสัญญาณแจ้งเหตุ หัวควันในท่อลม และห้องศูนย์สั่งการ 16 ตร.ม. (ดูบทความเทียบสองฉบับทีละข้อในลิงก์ท้ายบทความ)
สองเรื่องที่มักถูกถาม: อุปกรณ์ไร้สาย เล่ม 2567 ไม่มีข้อกำหนดเลยทั้งในแง่อนุญาตและห้าม ส่วนการรับรองอุปกรณ์ บทนำของเล่มให้ผู้เกี่ยวข้องเลือกอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสากลรับรอง โดยสมรรถนะต้องไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานกำหนด และหน้าขอบเขตความรับผิดระบุว่า วสท. ไม่ได้รับรอง ตรวจสอบ หรือทดสอบผลิตภัณฑ์ จึงไม่มีอุปกรณ์ใด “ได้รับรอง วสท.”
ในทางกฎหมาย มาตรฐาน วสท. เป็น “มาตรฐานวิชาชีพ” แต่ถูกอ้างถึงในกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 (กระทรวงแรงงาน) ที่ให้ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือมาตรฐานอื่นที่อธิบดีกำหนด เมื่อกฎหมายอ้างถึงโดยไม่ระบุปี ในทางปฏิบัติจึงใช้ฉบับที่มีผลอยู่ ณ เวลาออกแบบ
เช็กลิสต์ก่อนส่งแบบหรือตรวจรับ
- ระบุเป้าหมายรายพื้นที่ว่าป้องกันชีวิตหรือทรัพย์สิน และใช้หัวควันในทุกพื้นที่ป้องกันชีวิต
- ตรวจทุกโซนว่าระยะค้นหาไม่เกิน 30 ม. และพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตร.ม.
- วางหัวควันตามระยะ 9.10 ม. (ใช้ได้ถึงเพดาน 10.50 ม.) แล้วลดตามอัตราการระบายอากาศและคาน · หัวความร้อนลดระยะตามความสูงเพดานในตาราง 5.1
- ปุ่มแจ้งเหตุอยู่ที่ทางออกทุกจุด และเดินถึงได้ภายใน 30/45 ม.
- คำนวณความดังจากเสียงแวดล้อมจริง และตรวจห้องนอนที่ 75 dB(A)
- คำนวณแบตเตอรี่ 24 ชม. + 15 นาที แล้วคูณ 1.25
- ระบุสายทนไฟให้ครบทุกเส้นทางที่มาตรฐานบังคับ และระบุสเปกครบสามคุณสมบัติ (ทนไฟ ก๊าซกรด ควัน)
- ทดสอบเวลาตอบสนองหัวถึงตู้ไม่เกิน 10 วินาที และเก็บผลไว้ในเอกสารส่งมอบ
สรุป
มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ของ วสท. เป็นคู่มือวิธีทำที่ละเอียดถึงระดับมิลลิเมตร โครงเรื่องเดินตามแนว NFPA 72 แต่ปรับให้เข้ากับประเภทอาคารตามกฎหมายไทย ตัวเลขที่ใช้บ่อยที่สุดคือ โซน 30 ม./1,000 ตร.ม. หัวควัน 9.10 ม. ปุ่มแจ้งเหตุ 1.00–1.30 ม. เสียง +15 dB(A) แบต 24 ชม. + 15 นาที และเวลาตอบสนอง 10 วินาที เมื่อจะใช้กับงานจริง ให้เปิดเล่ม วสท. 021002-24 ยืนยันข้อที่ใช้ และยึดข้อกำหนดของผู้ออกแบบโครงการเป็นหลัก
รวมลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
- มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ วสท. ฉบับ 2561 กับ 2567 ต่างกันอย่างไร? สรุปทุกจุดที่เปลี่ยน รายภาค
- อาคารและโรงงานแบบไหน ต้องมีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบดับเพลิงอะไรบ้าง — คู่มือกฎหมายไทย
- NFPA 72 vs EN 54: มาตรฐานตัวไหนเทียบกับตัวไหน
- หน่วงสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้นานเท่าไร? เพดานเวลาตาม NFPA 72 และ EN 54
- NFPA · EN 54 · ISO 7240 · วสท. — 4 สายมาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
- ใช้ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ไร้สายในงานที่อ้าง วสท. 021002-24 ได้ไหม? เช็ก Hikvision LoRa และ Ajax EN54 ทีละข้อ
- มาตรฐานระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ พ.ศ. 2567 (วสท. 021002-24) — ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
- วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
- สินค้า Fire Safety ที่ NVK จัดจำหน่าย
- สอบถาม / ขอใบเสนอราคา ทาง LINE @nvkinter



