ใครที่ทำงานระบบเสียงในไทยมาสักพัก น่าจะเคยเจอฉากนี้ — ไมค์ลอยชุดที่ใช้มาสามปีดี ๆ อยู่ วันหนึ่งเสียงเริ่มขาดหาย เพราะมีคนเอาชุดใหม่มาใช้ในตึกเดียวกัน หรือหนักกว่านั้นคือถูกแจ้งว่าความถี่ที่ใช้อยู่ต้องปรับจูนใหม่
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ไม่ดี แต่เกิดจากที่ที่มันอยู่ — ย่าน UHF เป็นย่านที่แออัดและถูกบีบมาต่อเนื่อง ไมโครโฟนไร้สายต้องอยู่ร่วมกับทีวีดิจิทัลและบริการอื่นบนคลื่นเดียวกัน และเมื่อมีการจัดสรรคลื่นใหม่ทีไร ไมค์ลอยคือฝ่ายที่ต้องขยับทุกที ในไทยเองก็มีการกำหนดให้ปรับจูนความถี่ไมโครโฟนไร้สายมาอยู่ในช่วงที่แคบลง
ย่าน 1880–1900 MHz ที่ กสทช. เปิดให้ใช้เพิ่ม จึงไม่ใช่แค่ "ได้คลื่นเพิ่มอีกช่อง"
กสทช. อนุมัติอะไร
กสทช. เห็นชอบร่างประกาศเกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่สำหรับไมโครโฟนไร้สาย โดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยี DECT (Digital Enhanced Cordless Telecommunications) ในย่าน 1880–1900 MHz เพื่อรองรับงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ขนาดใหญ่ ตามข่าวเมื่อ ธันวาคม 2567 และมีความคืบหน้าต่อเนื่องถึง ปลายปี 2568
สาระสำคัญมี 2 ข้อ
1. เพิ่มย่าน 1880–1900 MHz สำหรับ DECT — เป็นย่านที่กันไว้ให้อุปกรณ์ประเภทนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องแย่งกับทีวีดิจิทัล
2. ปรับมาตรฐานทางเทคนิคให้รองรับช่องสัญญาณกว้างกว่า 200 kHz — เปิดทางให้ระบบ WMAS (Wireless Multichannel Audio System) ซึ่งเป็นแนวทางที่ยัดหลายช่องเสียงลงในช่องสัญญาณกว้างช่องเดียว แทนการจองความถี่แคบ ๆ ทีละช่องแบบเดิม
ก่อนออกแบบงานจริง ควรอ่านตัวประกาศฉบับที่ประกาศใช้เพื่อดูเงื่อนไขกำลังส่งและข้อกำหนดอุปกรณ์ให้ครบ — ข่าวสรุปเนื้อหาหลักไว้ แต่รายละเอียดที่ผูกพันอยู่ในตัวประกาศ
โลกเขาใช้ย่านนี้กันมา 30 ปีแล้ว
DECT ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ มันคือมาตรฐานเดียวกับที่โทรศัพท์ไร้สายในบ้านและออฟฟิศใช้มาตั้งแต่ยุค 90 สิ่งที่ใหม่คือการเอามันมาใช้กับงานเสียงระดับมืออาชีพ
| ภูมิภาค | ย่านที่ใช้ | ชื่อที่เรียกกัน |
|---|---|---|
| ยุโรป · เอเชีย · ออสเตรเลีย · อเมริกาใต้ | 1880–1900 MHz | DECT |
| อเมริกาเหนือ | 1920–1930 MHz | DECT 6.0 |
ไทยเลือกเดินตามฝั่งยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับคนซื้อของ เพราะอุปกรณ์รุ่นยุโรปนำเข้ามาใช้ได้ตรงย่าน ไม่ต้องรอรุ่นเฉพาะภูมิภาค
ของจริงที่มีขายอยู่แล้ว
Sennheiser SpeechLine Digital Wireless — ระบบไมค์ไร้สายสำหรับงานพูดและห้องประชุมที่สร้างบนมาตรฐาน DECT ทำงานในย่าน 1.9 GHz แบบไม่ต้องขอใบอนุญาต และแยกย่านตามภูมิภาค — EU ใช้ 1880–1900 MHz ส่วน US ใช้ 1920–1930 MHz
Shure Microflex Wireless (MXW) — ระบบไมค์ไร้สายสำหรับห้องประชุมที่ Shure ออกมาตั้งแต่ปี 2013 รุ่นตลาดอเมริกาใช้ย่าน Z10 คือ 1920–1930 MHz
จุดร่วมของทั้งสองเจ้าคือ ไม่ได้ทำมาสำหรับคอนเสิร์ตร็อก แต่ทำมาสำหรับห้องประชุม ห้องเรียน และงานบรรยาย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ามากและเป็นตลาดที่งานระบบส่วนใหญ่ในไทยอยู่
DECT ดีตรงไหน และไม่ดีตรงไหน
| ข้อดี | ข้อแลกเปลี่ยน |
|---|---|
| ไม่ต้องขอใบอนุญาตความถี่ | ระยะทำการสั้นกว่า UHF ชัดเจน |
| เลือกช่องสัญญาณอัตโนมัติ — ไม่ต้องมีคนสแกนหาความถี่ว่างก่อนงาน | จำนวนช่องพร้อมกันจำกัดกว่าระบบ UHF ระดับบน |
| เป็นดิจิทัลทั้งเส้น เสียงไม่มีฮิสส์แบบ FM | ต้องแชร์ย่านกับโทรศัพท์ไร้สาย DECT ที่มีอยู่ในตึก |
| เข้ารหัสสัญญาณได้ — ห้องประชุมที่คุยเรื่องลับต้องการข้อนี้ | ทะลุผนังหนาและโครงสร้างเหล็กได้แย่กว่าย่านต่ำ |
สรุปให้สั้นที่สุด — DECT เหมาะกับงานในอาคารที่มีหลายห้องและต้องติดตั้งถาวร ส่วน UHF ยังเหมาะกับงานที่ต้องการระยะไกลและช่องจำนวนมากพร้อมกัน ไม่ใช่ของที่มาแทนกัน แต่เป็นของที่เลือกตามงาน
เอาไปใช้กับงานแบบไหนได้บ้าง
ย่านใหม่นี้เข้ากับงานที่ NVK เจอบ่อยอยู่แล้วหลายประเภท
| งาน | ทำไม DECT เข้าทาง |
|---|---|
| ห้องประชุมองค์กร | ติดตั้งถาวร หลายห้องในตึกเดียว ระบบเลือกช่องเองไม่ชนกัน |
| ห้องเรียน · ห้องบรรยาย | ครูหยิบไมค์แล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมีคนดูแลความถี่ |
| โรงพยาบาล · ห้องอบรม | เข้ารหัสได้ และไม่ชนกับย่านที่อุปกรณ์การแพทย์ใช้ |
| ระบบนำชม (tour guide) ในพิพิธภัณฑ์ โรงงาน | หลายกลุ่มพร้อมกันในพื้นที่เดียว |
| ไมค์ประกาศเคลื่อนที่ในคลังสินค้า ห้างร้าน | ไม่ต้องเดินสายไปจุดประกาศ |
ระบบเสียงในอนาคตจะใช้ย่านนี้อย่างไร
ทิศทางที่ชัดที่สุดคือ ไมค์ไร้สายจะกลายเป็นอุปกรณ์ปลายทางอีกตัวหนึ่งบนระบบเสียงเน็ตเวิร์ก ไม่ใช่ระบบแยกที่ต่อสายเข้ามิกเซอร์
ทุกวันนี้ระบบ Public Address เดินบน IP เกือบทั้งหมดแล้ว — ลำโพงเป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก แอมป์เป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก โซนถูกจัดด้วยซอฟต์แวร์ (อ่านเพิ่มได้ที่ Network Audio ต่างจากระบบเสียงประกาศแบบเดิมอย่างไร) ชิ้นส่วนที่ยังเป็นเกาะแยกอยู่คือไมค์ไร้สาย เพราะมันผูกกับเครื่องรับเฉพาะของมันเอง
เมื่อไมค์ไร้สายอยู่บนย่านที่ใช้ได้ทั่วไปโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต และสถานีฐานของมันเป็นอุปกรณ์ที่ต่อ LAN ได้ ภาพที่ตามมาคือ
- ไมค์ที่พูดในห้องประชุมชั้น 3 ส่งเสียงออกลำโพงโซนล็อบบี้ได้โดยไม่ต้องเดินสายเพิ่ม
- ตั้งสิทธิ์ได้ว่าไมค์ตัวไหนประกาศได้ถึงโซนไหน จัดการจากหน้าจอเดียวกับที่จัดการลำโพง
- ระบบรู้สถานะแบตเตอรี่และการเชื่อมต่อของไมค์ทุกตัว เหมือนที่รู้ว่าลำโพงตัวไหนหลุด
อีกเส้นที่ต้องจับตาคือ DECT-2020 NR ซึ่งเป็นมาตรฐานรุ่นใหม่บนย่านเดียวกัน ออกแบบมาเพื่องาน IoT และการสื่อสารแบบหลายอุปกรณ์ ถ้าฝั่งผู้ผลิตอุปกรณ์เสียงหยิบไปใช้ จำนวนช่องพร้อมกันซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักของ DECT เดิมจะขยับขึ้นได้อีก
แล้วฝั่ง Hikvision
ปัจจุบันไลน์ Professional Audio ของ Hikvision มีไมโครโฟนไร้สายอยู่แล้วในกลุ่มที่ใช้ ย่าน UHF คู่กับชุดผสมสัญญาณและอุปกรณ์ประมวลผลเสียง ส่วนไมค์ประกาศประจำจุดอย่าง DS-QAZ1MP7G1 และ DS-QAPMDR ทำงานบนระบบเน็ตเวิร์กและแบบมีสายตามลำดับ
สิ่งที่พูดได้ตรงไปตรงมา ณ วันนี้คือ — Hikvision ยังไม่มีสินค้าที่ประกาศออกมาว่าใช้ย่าน DECT 1880–1900 MHz แต่เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดนั้นเข้าที่แล้วเกือบครบ: ผู้ผลิตมีไลน์ Professional Audio เต็มรูปแบบ มีระบบเสียง IP ที่จะเป็นปลายทางให้ไมค์ไร้สายเข้ามาต่อ และตลาดปลายทางอย่างห้องประชุมกับห้องเรียนคือกลุ่มที่ผู้เล่นรายอื่นใช้ DECT ทำเงินอยู่แล้ว
เมื่อประเทศไทยเปิดย่านนี้อย่างเป็นทางการ ตลาดในประเทศก็พร้อมรับของทันทีที่ผู้ผลิตส่งออกมา — NVK จะอัปเดตบทความนี้เมื่อมีข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยืนยันได้
ระหว่างนี้ทำอะไรได้บ้าง
เช็กไมค์ไร้สายที่ใช้อยู่ก่อน ว่าความถี่ที่ใช้ยังอยู่ในช่วงที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ กสทช. มีระบบให้ตรวจสอบและปรับจูนที่ tunemic.nbtc.go.th — งานที่ส่งมอบไปแล้วหลายปีมักเป็นจุดที่ถูกลืม
งานที่กำลังออกแบบใหม่ เผื่อทางไว้ วางโครงระบบเสียงหลักให้เป็น IP ตั้งแต่ต้น แล้วเลือกวิธีรับสัญญาณไมค์ทีหลัง จะเปลี่ยนจาก UHF ไป DECT หรือใช้ทั้งสองอย่างก็ทำได้โดยไม่ต้องรื้อแกนกลาง
อย่าเพิ่งทิ้งของ UHF ย่านใหม่ไม่ได้มาแทนที่ ระบบที่ต้องการระยะไกลหรือช่องจำนวนมากพร้อมกันยังต้องพึ่ง UHF อยู่
ทีมวิศวกรของ NVK ช่วยประเมินระบบเสียงที่มีอยู่ ดูว่าจุดไหนควรอัปเกรด จุดไหนยังใช้ได้ต่อ และออกแบบส่วนขยายให้รองรับของที่จะเข้ามาในย่านใหม่ได้
_EU.png)


_EU(B).png)