|
Q: การใช้งานภายในอาคาร จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ Indoor เสมอไปหรือไม่
A: ไม่จำเป็น แต่เงื่อนไขในการใช้งานภายในอาคารขึ้นอยู่กับเครื่องลูกข่าย เนื่องจากอุปกรณ์หลักมีกำลังส่งสูงอยู่แล้ว แต่เครื่องลูกข่ายมีกำลังส่งต่ำ บางยี่ห้อติดตั้งสายอากาศในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้ประสิทธิภาพการรับ-ส่งข้อมูลกับอุปกรณ์หลักมีปัญหา ได้ระยะทางไม่ไกล
สำหรับอุปกรณ์ Outdoor ที่มีสายอากาศภายในอัตราขยายสูงมากๆ ไม่เหมาะสมที่จะใช้ภายในอาคาร เนื่องจากสายอากาศที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สัญญาณที่ส่งออกไปจะสะท้อนกลับเข้าอุปกรณ์มากขึ้น อุปกรณ์จึงเกิดปัญหาเร็วขึ้น
Q: อุปกรณ์ Outdoor ที่แจ้งไว้ว่า สัญญาณแรง ส่งได้ไกล ทำไมใช้งานแค่ 200 – 300 เมตร
A: เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า เมื่ออุปกรณ์หลักส่งสัญญาณได้ไกลเป็นกิโลเมตร ดังนั้นเครื่องลูกข่ายก็ต้องรับสัญญาณได้ ซึ่งในความเป็นจริง เครื่องลูกข่ายบางรุ่นสามารถรับสัญญาณได้ แต่ไม่สามารถส่งสัญญาณกลับไปหาอุปกรณ์หลักได้ ตามหลักเหตุผลในข้อที่ผ่านมา
Q: เครื่องลูกข่ายรุ่น/ยี่ห้อใดเหมาะที่จะใช้งานกับ Wireless กำลังส่งสูงบ้าง
A: จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า เครื่องลูกข่ายแต่ละรุ่น/ยี่ห้อ แม้จะใช้การ์ดประมวลผล Wireless รุ่นเดียวกัน แต่ตำแหน่งการวางสายอากาศต่างกัน บางรุ่นอยู่บริเวณที่วางข้อมือ บางรุ่นอยู่ข้างตัวเครื่อง บางรุ่นอยู่ข้างจอภาพ ซึ่งรุ่นที่อยู่ข้างจอภาพจะให้ประสิทธิภาพในการใช้งาน Wireless ที่สูงกว่ารุ่นอื่น แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย
รุ่นที่สายอากาศอยู่ข้างจอภาพ เหมาะสมกับการค้นหาสัญญาณ ตั้งค่า ซ่อมบำรุง เพราะสามารถค้นหาและเชื่อมต่อได้ในระยะไกล แต่รุ่นที่สายอากาศอยู่ตำแหน่งอื่น จะเหมาะสมกับการทำ Site survey เพราะเป็นเครื่องลูกข่ายที่ผู้ใช้งานทั่วไปซื้อหามาใช้ได้ การทำ Site survey จึงยืนพื้นตามประสิทธิภาพของอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก
Q: วัสดุใดมีผลกระทบกับสัญญาณ Wireless
A: เนื่องจากเป็นเรื่องธรรมชาติของวัสดุอุปกรณ์ที่จะดูดซับ สะท้อน หรือทำให้สัญญาณกระจายจางหาย วัสดุที่มีผลกระทบน้อยต่อสัญญาณคือไม้แห้ง แผ่นผนังยิปซัม อิฐมวลเบาชั้นเดียว ส่วนวัสดุที่มีผลกระทบมากคือ ต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ผนังคอนกรีตสำเร็จ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก อิฐมอญหนา ผนังเหล็ก
Q: การใช้งานระยะไกล จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ในที่สูงหรือไม่
A: จำเป็น แต่ให้สูงพอพ้นสิ่งกีดขวางทุกชนิด เพื่อให้ความเข้มของสัญญาณมีมากพอส่งไปที่อุปกรณ์ปลายทาง
Q: คลื่นความถี่จากเครือข่ายหลักมีผลกับความถี่ 2.4GHz และ 5GHz หรือไม่
A: จากผลการสำรวจและติดตั้งเบื้องต้นพบว่ามีความถี่ 2.3GHz จาก Wireless Local Loop (WLL) ทำให้ความถี่ 2.4GHz ที่ช่องสัญญาณ 1 มีปัญหาในพื้นที่ต่างจังหวัด ความถี่ 2.5GHz จาก WiMAX ยังไม่พบการรบกวน ส่วนความถี่ 5GHz พบการรบกวนจาก Ground-based radar ที่ความถี่ 5.6GHz ทำให้ความถี่ช่วง 5.5 – 5.7GHz ถูกรบกวนในบางพื้นที่
Q: อุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบบ Power over Ethernet (PoE) ใช้สาย LAN ยาวแค่ 20 เมตรไม่ได้
A: ระบบไฟฟ้าแบบ PoE ต้องการสายที่มีคุณภาพดี ซึ่งเราได้ทำการทดสอบกับสายยาว 120 เมตรแล้ว โดยวิธีการดูขั้นพื้นฐานอยู่ที่ราคาต่อหน่วย (แต่ใช้ไม่ได้ในกรณีผู้ขายนำสายคุณภาพต่ำมาขายในราคาสูง) เช่น สาย LAN 1 กล่องยาว 305 เมตรโดยประมาณ ซื้อมาในราคา 2700 บาท จะได้ราคาต่อหน่วยที่ประมาณ 8.85 บาทต่อเมตร ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล
ลูกค้าบางรายซื้อสายมาในราคาต่อหน่วยที่ไม่เกิน 7 บาทต่อเมตร ซึ่งปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ต้องหาซื้อสายเส้นใหม่ทั้งระบบ
Q: WDS / Repeater ไม่ได้ / ไม่นิ่ง
A: ระบบ WDS / Repeater อยู่บนพื้นฐานเดียวกับการเชื่อมต่อแบบ Client Bridge หมายความว่าต้องมีสัญญาณในระดับที่ดี จึงจะทำ WDS / Repeater ต่อออกไปได้ ลูกค้าบางรายเข้าใจผิดว่าต้องไปติดตั้งในจุดที่ไม่มีสัญญาณ ทำให้ใช้งานไม่ได้
ส่วนที่สัญญาณไม่นิ่งนั้น เกิดจากระยะทางที่ไกลเกินไป หรือมีสิ่งกีดขวางมากเกินไป ทำให้คุณภาพการทวนสัญญาณไม่ดีนั่นเอง
มาตรฐาน WDS เป็นมาตรฐานเฉพาะรุ่น/ยี่ห้อ จึงสามารถทำ WDS ได้เฉพาะรุ่น/ยี่ห้อเดียวกัน หรือกรณีพิเศษคือ Platform ของตัวอุปกรณ์มีความคล้ายคลึงกัน เช่น Linksys กับ EnGenius เป็นต้น
Q: Security บางระดับ ใช้กับเครื่องลูกข่ายไม่ได้
A: Security แต่ละระดับถูกออกแบบตามเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัย ยุคแรกคือ WEP (Wire Equivalent Privacy) เป็นการเข้ารหัสแบบที่รหัสหลัก (Key) เกาะติดไปกับ Packet ของข้อมูล ทำให้ถูกถอดรหัสได้ง่าย
ยุคต่อมาคือ WPA ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ WPA และ WPA2 ซึ่ง WPA คือเทคโนโลยีการเข้ารหัสที่ใช้ขัดตาทัพแทน WPA2 ซึ่งหมายความว่า การเข้ารหัสแบบ WPA เป็นตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ของ WPA2
รูปแบบการเข้ารหัสของ WPA และ WPA2 จะเหมือนๆ กันคือ รหัสหลัก (Passphrase) จะเกาะติดไปกับ Packet ของข้อมูล แต่จะมีรหัสหลอกห่อหุ้มชั้นนอกไว้และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ตั้งไว้ ทำให้โปรแกรมถอดรหัสแบบเดิมซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการถอดรหัส ไม่สามารถถอดรหัสได้ทัน
เครื่องลูกข่ายที่ใช้ Wireless รุ่นแรกๆ อาจจะรองรับได้เพียง WEP (ประมาณก่อนปี 2003) รุ่นต่อมารองรับ WPA ได้ (ประมาณก่อนปี 2007) และรุ่นล่าสุดรองรับ WPA2
Q: เครื่องลูกข่ายเชื่อมต่อกับ Wireless AP ที่เข้ารหัส แต่ระบบไม่ถามรหัสและขึ้นคำว่า Validating Identity
A: จะพบปัญหานี้ใน Windows XP บางรุ่น ซึ่งวิธีและขั้นตอนแก้ไขคือ
-
Network connection > Wireless network connection คลิกขวา Properties
-
เลือกแถบ Wireless networks เลือก Profile ที่เชื่อมต่อไว้ กดปุ่ม Properties
-
ในแถบ Association ให้เอาเครื่องหมายถูกออก ที่ตัวเลือก The key is provided for me automatically และทำการเลือก Network authentication, Data encryption และใส่ Network key ให้ตรงกับที่ตั้งไว้ใน Wireless AP
-
ในแถบ Authentication ให้เอาเครื่องหมายถูกออก ที่ตัวเลือก Enable IEEE 802.1x authentication for this network
Q: สายนำสัญญาณ (Low loss cable) สามารถใช้ได้ยาวกว่า 3 เมตรหรือไม่
A: โดยทั่วไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นสายนำสัญญาณที่มีอัตราลดทอนต่ำ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ยาวเกินกว่า 3 เมตร
Q: สายอากาศอัตราขยายสูงๆ ทำไมถึงใช้งานได้ไม่ดี
A: เมื่อสายอากาศมีอัตราขยายที่สูงขึ้น จะทำให้รูปแบบการกระจายคลื่นไกลขึ้น แต่องศาจะแคบลง จึงอธิบายได้ว่าทำไมสายอากาศรอบตัว (Omni) 15 dBi ที่ติดตั้งบนอาคารจึงเห็นสัญญาณบนพื้นน้อยมากหรือไม่เห็นเลย
Q: Data rate แจ้งไว้ว่า 54Mbps แต่ทำไมความเร็วจริงไม่ถึง 54Mbps
A: ปกติการรับ-ส่งข้อมูลผ่านสาย LAN จะวิ่งในสายนำทั้ง 4 เส้น จึงสามารถวิ่งได้ในแบบ Full duplex (100 <–> 100) แต่ Wireless วิ่งบนความถี่เดียว ทำให้ข้อมูลวิ่งได้เพียงในแบบ Half duplex (54 <–> 27)
ทำให้ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในแบบ B 11Mbps อยู่ที่ 5.5Mbps แบบ G 54Mbps อยู่ที่ 27Mbps และแบบ N 300Mbps อยู่ที่ 150Mbps
Q: Super G ใช้ได้กับเครื่องลูกข่ายทุกรุ่นหรือไม่
A: เนื่องจาก Super G ไม่ใช่มาตรฐานกลาง (802.11) จึงใช้ได้กับเครื่องลูกข่ายบางรุ่น/ยี่ห้อเท่านั้น
Q: WDS Bridge ต่างกับ Client Bridge อย่างไร
A: โดยทั่วไป Client Bridge จะทำหน้าที่คล้ายกับ Wireless USB adapter กล่าวคือ อุปกรณ์จะรับสัญญาณจาก Wireless AP มาและส่งข้อมูลออกทางสาย LAN แต่ WDS Bridge นั้น ไม่มีอุปกรณ์ใดที่ทำหน้าที่เป็น Client จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมข้อมูลออกทางสาย LANอย่างเดียวโดยที่ไม่กระจายสัญญาณออกมา ซึ่งหมายความว่าเครื่องลูกข่ายไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ แม้จะใช้โปรแกรมตรวจสอบก็จะไม่ขึ้นชื่อ SSID หรือแสดงเป็น unknown แทน
WDS Bridge จึงเหมาะสมกับงานประเภทความปลอดภัยสูงเช่น CCTV, IP camera เป็นต้น
Q: Client Router ใช้กับการเชื่อมต่อประเภทใด
A: Client Router จะใช้ในกรณีที่ต้องการให้ IP Address แตกต่างจากต้อนทาง เช่น Router ต้นทางจ่าย 192.168.1.x ออกมา แต่เราต้องการให้หลัง Client Router จ่าย 192.168.0.x เป็นต้น
และกรณีที่ควรนำไปใช้คือ การเชื่อมต่อจากระบบ wifi hotspot ทั่วไปเช่น true wifi เนื่องจากการเชื่อมต่อแบบ Client Bridge นั้น แม้จะได้ IP จากระบบ แต่ระบบจะตอบโต้กับตัว Client Bridge เท่านั้น และไม่ตอบโต้กับเครื่องลูกข่ายที่ต่อหลัง Client Bridge
ดังนั้น Client Router จึงทำการโต้ตอบกับระบบ และทำการจ่าย IP ของตัวมันเองออกมา นั่นคือหน้าที่ของ Router นั่นเอง
Q: การตรวจสอบอุปกรณ์ Wireless ของ EnGenius เบื้องต้นทำอย่างไร
A: สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ดังนี้ (ถ้าจะทำการ Reset ให้กดปุ่ม Reset ค้างไว้จนกว่าไฟ LAN, WLAN จะดับแล้วปล่อย ถ้าไม่ดับให้ส่งเคลม)
-
ไฟ PWR ไม่ติด, ติดกระพริบ = ไฟไม่เข้าอุปกรณ์ (ส่งตรวจสอบก่อนเปลี่ยนตัว)
-
ไฟ PWR ติดแต่ไฟ LAN, WLAN ไม่ติด = อุปกรณ์ไม่ทำงาน (เปลี่ยนตัว)
-
ไฟ PWR, LAN ติดแต่ไฟ WLAN ไม่ติด Ping IP ไม่ได้ = Flash เสีย (ส่งซ่อมได้) - อุปกรณ์บางรุ่นในรูปแบบ Client Bridge จะไม่โชว์ไฟ WLAN
-
ไฟ PWR, WLAN ติดแต่ไฟ LAN ไม่ติด, LAN บนเครื่องแจ้งว่าเชื่อมต่อได้ 10Mbps = LAN เสีย (เปลี่ยนตัว)
-
ไฟ PWR, LAN, WLAN ติดแต่ Reset แล้ว Ping IP ค่าเดิมไม่ได้ = Flash เสีย (ส่งซ่อมได้)
|